เปิดภาพหลังน้ำลดลงต่อเนื่อง ทิ้งดินโคลนอื้อ เตรียมทำความสะอาดชุมชนครั้งใหญ่

เปิดภาพหลังน้ำลดลงต่อเนื่อง ทิ้งดินโคลนอื้อ เตรียมทำความสะอาดชุมชนครั้งใหญ่

วันนี้ (14 ส.ค.65) ผู้สื่อข่าวรายงานจากเชียงรายเมือเวลาประมาณ 09.37 น. ระบุว่า เทศบาลนครเชียงราย ยังคงเร่งสูบน้ำออกจากชุมชนป่าแดง ตำบลริมกก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ลงไปยังแม่น้ำกก อย่างต่อเนื่องตลอด24 ชั่วโมง เพื่อให้น้ำที่ท่วมขังลดลงโดยเร็ว ซึ่งมีบ้านเรือนประชาชนถูกน้ำท่วมประมาณ 50 หลังคาเรือน ระดับน้ำสูงประมาณ 30-50 เซ็นติเมตร โดยน้ำที่ท่วมขังในชุมชนป่าแดง เนื่องจากน้ำกกไหลล้นตลิ่ง และเอ่อหนุนเข้ามาในชุมชน

น้ำในแม่น้ำกก ที่ไหลผ่านตัวเมืองเชียงราย และชุมชนป่าแดงเริ่มลดระดับลงบ้างแล้วและหยุดไหลล้นตลิ่ง จุดที่เป็นสวนสาธารณะริมน้ำกก ระยะทางยาวกว่า 2 กิโลเมตร ซึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งว่า หากสถานการณ์น้ำกกลดลงต่อเนื่อง จะทำให้การระบายน้ำออกจากชุมชนป่าแดงเร็วขึ้น ส่วนน้ำที่หนุนเข้าในชุมชนเกาะลอย ชุมชนรั้วเหล็ก ชุมชนแควหวาย ชุมชนฝั่งหมิ่น ปริมาณน้ำเริ่มลดลงเช่นกัน

ขณะที่โครงการฝายเชียงราย ได้เปิดประตูน้ำทุกบานเพื่อให้น้ำกกไหลได้สะดวกมากขึ้น โดยจากตัวเลขปริมาณน้ำกก เมื่อเวลา 06.00 น. ในจุดวัดน้ำสะพานแม่ฟ้าหลวง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เกินตลิ่ง อยู่ที่ 117.25 เปอร์เซ็นต์ และจุดวัดน้ำ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง วัดได้ 4.80 เมตร และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

เช่นเดียวกับน้ำจากลำน้ำสายชายแดนไทย-เมียนมา ด้าน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ก็ได้ลดลงอย่างต่อเนื่องได้ทำให้สถานการณ์น้ำท่วมตามชุมชนชายแดนแม่สาย ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ โดยภายในตลาดสายลมจอยซึ่งเป็นตลาดชายแดนและถูกน้ำท่วมมากที่สุดพบว่าน้ำได้ลดลงเกือบทั้งหมด แต่ยังมีร้านค้าบางแห่งที่ตั้งอยู่เชิงสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ข้ามลำน้ำสายแห่งที่ 1 ที่ยังถูกน้ำท่วมและถนนใต้สะพานยังใช้สัญจรผ่านไปมาไม่ได้

ขณะที่ชุมชนเหมืองแดง ชุมชนไม้ลุงขน ฯลฯ ไปจนถึงพื้นที่นอกเขตเทศบาล ต.แม่สาย พบว่าน้ำได้ลดระดับลงจนเกือบเป็นปกติแล้ว ย่างไรก็ตามพบว่าทุกแห่งประสบปัญหาดินโคลน ทรายและวัชพืช ที่ไหลมากับน้ำคงค้างอยู่เต็มพื้นที่ รวมทั้งอาคาร ร้านค้า ฯลฯ ตลาดชายแดนได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมากเพราะกระแสน้ำที่เคยไหลเชี่ยวจึงพัดประตูร้านพัง และพัดพาเอาสิ่งของเครื่องใช้ ป้าย ส่วนประกอบอาคาร สินค้า ฯลฯ ภายร้านหายไปกับกระแสน้ำ

ซึ่งโครงการชลประทาน จ.เชียงราย คำนวนว่ามีปริมาณน้ำสายสูงสุดเมื่อบ่ายวันที่ 13 ส.ค.ที่ไหลบ่าลงมามากกว่า 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีซึ่งเกินกว่าระดับที่ลำน้ำสายโดยเฉพาะที่สะพานข้ามลำน้ำแห่งที่ 1 ที่มีลักษณะเป็นคอขวดจะรับเอาไว้ได้ เนื่องจากปกติจะรับน้ำได้เพียงประมาณ 90 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และหากพ้นระดับ 100 ลูกบาศก์เมตรขึ้นไปจะถือว่าเข้าสู่ภาวะวิกฤติแต่เนื่องจากระดับน้ำได้ลดลงอย่างต่อเนื่องและหากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มเติมก็จะทำให้เข้าสู่ภาวะปกติในช่วงเช้าวันนี้ต่อไป

Leave a Reply

Your email address will not be published.